ท่าวิ่งที่ถูกต้อง นั้นสำคัญฉะไหน

ท่าวิ่งที่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร

ท่าวิ่งที่ถูกต้อง

แน่นอนว่าการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ใครๆก็ทำเป็นและใครๆก็ทำได้ เพราะคงไม่มีใครที่วิ่งไม่เป็นแน่นอน แต่การวิ่งด้วย ท่าวิ่งที่ถูกต้อง จะช่วยให้คุณวิ่งได้สะบายขึ้น เหนื่อยน้อยลง โอกาศบาดเจ็บน้อยลง แถมยังช่วยให้คุณสุขภาพดีมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยความเหนื่อยเท่าเดิม

หลายๆคนวิ่งแล้วทิ้งน้ำหนักลงที่ส้นเท้ามากไปแล้วจริงๆต้องลงอย่างไร ส่วนของแขนบางคนก็แขว่งแขนแรงบางคนก็แขนแนบลำตัวแบบไหนหละที่ถูกต้อง ส่วนของลำตัว บ้างก็โน้มไปข้างหน้า บ้างก็ตรง บ้างก็เอนไปข้างหลัง แน่นอนว่านักวิ่งสมัครเล่นทั่วไปแทบไม่มีใครวิ่งอย่างถูกวิธีเลย ส่วนมากจะอาศัยความเคยชิน จากการวิ่งบ่อยๆ แต่หากคุณวิ่งไม่ถูกวิธีในตอนนี้อาจจะแค่เหนื่อยหรือปวดเมื่อยแต่ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเป็นปีๆ เมื่อคุณอายุมากขึ้นอาการต่างๆจะเริ่มแสดงผลเสียออกมา ซึ่งถึงตอนนั้นก็คงสายเกินไปเสียแล้ว เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าควรจัดร่างกายส่วนต่างๆอย่างไรให้ถูกวิธีและลดโอกาศบาดเจ็บได้มากที่สุด

ท่าวิ่งที่ถูกต้อง ควรจัดร่างกายยังไง

1. ศีรษะ
เริ่มกันที่ส่วนแรก บนสุดเลยก็คือศีรษะ ทำคอให้เป็นธรรมชาติที่สุดโดยการมองไปที่พื้นข้างหน้าในระยะประมาณ 30-40 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่คอของคุณจะไม่เกร็ง อย่างมองใกล้หรือไกลกว่านั้นเพราะกล้ามเนื้อจะเกร็งตามไปทำให้ปวดเมื่อยได้

2. ลำตัว
ลำตัวควรตั้งตรง ไม่งอตัว แต่ใช้การเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยในการวิ่ง ลองนึกภาพเหมือนเวลาเอนแผ่นไม้ที่ตั้งอยู่ไปข้างหน้าเล็กน้อย ลักษณะลำตัวตอนวิ่งก็จะเป็นแบบนั้นเลย แต่หากเอนไปข้างหน้ามากไปจะทำให้วิ่งเร็วขึ้นก็ควรเอนแต่พอดีจะได้ไม่วิ่งเร็วจนเกินไป หากใครนึกไม่ออก ให้ลองยืนตัวตรง แล้วเอนตัวไปข้างหน้า ในจังหวะที่จะล้มหน้าทิ่ม ตรงนั้นคือระยะการเอนตัวที่เหมาะสมของคุณ

3. มือและแขน
- ส่วนของมือ ให้กำมือหลวมๆไม่ต้องเกร็งแน่นจนเกิน ส่วนข้อมือให้เกร็งไว้เล็กน้อยเพื่อไม่ให้มือสะบัดไปมา จะเสียการทรงตัวได้ง่าย
- ส่วนของศอกให้งอขึ้นมาอย่าให้เกิน 90 องศา
- ส่วนของต้นแขน ให้แกว่งไปตามจังหวะการวิ่งถ้าวิ่งเร็วก็แกร่วแรง ถ้าวิ่งช้าก็แกว่งเบาๆ โดยการใช้หัวไหล่เป็นจุดศูนย์ถ่วยของการแกว่งแบบไม่ต้องเกร็งอะไรมากมาย ถ้าทำได้จะช่วยลดความเหนื่อยและความเมื่อยหลังจากการวิ่งได้มากเลยทีเดียว หากทำถูกต้อง ในขณะวิ่งจะไม่รู้สึกเกร็งในส่วนของแขนและไหล่เลย ทุกอย่างจะไปตามธรรมชาติ

4. เข่า
จังหวะการวิ่งนั้นเวลาเท้าแตะพื้นควรงอเข่าเล็กน้อยจะช่วยลดการบาดเจ็บได้เป็นอย่างดี แต่ช่วยฝึกทำแรกๆอาจจะงอบ้างไม่งอบ้างหรืออาจจะงอมากไป ลองดูที่ความรู้สึกเพราะในจังหวะที่งอแบบพอดีๆการลงเท้าจะรู้สึกนุ่มนวลมากกว่า

5. เท้า
หลายคนสงสัยกันมาเยอะมากๆว่าควรวิ่งลงส้นเท้า หรือสิ่งลงปลายทาง หรือลงที่กลางเท้า ข้อนี้ขอบอกเลยว่า หาก 4 ข้อที่กล่าวมาทำได้ถูกต้องแล้วหละก็ ส่วนของเท้าจะลงไปเองตามธรรมชาติโดยจะเป้นส่วนกลางๆเท่าไปจนถึงปลายเท้า โดยเท้าจะลงไปเองอยู่แล้วตามธรรมชาติ ฉะนั้น สิ่งสำคัญอยู่ที่ ส่วนบนทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมา ถ้าทำได้ถูกต้องเท้าก็จะถูกต้องตามไปเอง เพียงระวังไม่ให้จิกปลายเท้าลงพื้นก็พอ แต่วิ่งให้เป็นธรรมชาติมากที่สุดก็พอ

6. ปลายเท้า
ปลายเท้าก็มีส่วนสำคัญในการวิ่งอีกเล็กน้อย ในจังหวะที่ลงพื้น ปลายเท้าควรตรงชี้ไปข้างหน้า ไม่ควรชี้ไปทางซ้ายหรือขวา เพราะการชี้ตรงไปข้างหน้า จะทำให้ได้ระยะวิ่งที่ไกลกว่าในจำนวนก้าวเท่าๆกัน

เสริมง่ายๆหากใครทำตามแล้วยังเกร็งๆอยู่ ขอบอกเลยว่าควรเน้นความเป็นธรรมชาติ หรือจะลองฝึกจากการวิ่งอยู่กับที่ก่อน จำความรู้สึกของส่วนต่างๆทั้ง 4 ส่วนแรกเอาไว้ ขั้นต่อไป เอามือดันกำแพงแล้วโน้มลำตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยแล้ววิ่งด้วยท่าวิ่งแบบเดิมให้เหมือนกับตอนที่วิ่งอยู่กับที่จำความรู้สึกเหล่านี้ให้ได้ แล้วนำไปวิ่งจริงๆได้เลย อย่างไรก็แล้วแต่ หากวิ่งแล้วรู้สึกเกร็งส่วนไหนและทำให้เมื่อยมากเกินไปนั่นแปลว่าท่าวิ่งอาจไม่ถูกต้อง เช่น หากปวดหลัง อาจเกิดจากการโน้มตัวไปด้านหน้ามากไป หรือลำตัวไม่ตรง เป็นต้น

การวิ่งให้ถูกวิธีนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่เน้นความเป็นธรรมชาติพร้อมกับเทคนิคนิดหน่อยดังที่กล่าวมา เพียงเท่านี้คุณก็สามารถสุขภาพดีได้แล้ว

8 ประโยชน์ของลู่วิ่ง ที่ควรมีติดบ้านไว้

อย่างที่ทราบกันว่าการวิ่งนั้นช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แถมยังเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด เพราะใครๆก็วิ่งเป็นกันตั้งแต่เด็ก ไม่ต้องใช้ทักษะใดๆเลยแม้แต่น้อย แล้วยิ่งปัจจุบันเทรนการวิ่งกำลังมา แต่หลายๆคนก็ไม่มีเวลาออกไปวิ่งตามสวนสาธารณะต่างๆ ยิ่งหากอยู่ในกรุงเทพด้วยแล้ว การจะเดินทางก็ไม่ง่าย ไหนจะรถติด ไหนจะฝุ่นควันมากมาย ลู่วิ่งจึงตอบโจทย์ในข้อนี้มากๆ

เรามาดู 8 ข้อดีของการมีลู่วิ่งไว้ที่บ้านกัน

  1. แม้เรามีเวลาน้อย แต่เราสามารถวิ่งตอนไหนก็ได้ ทั้งเช้าสายบ่ายเย็น ไม่ต้องกลัวเรื่อง แดด ฝน หรือมลพิษต่างๆ
  2. ทำให้เราได้ออกกำลังกายได้มากขึ้นและบ่อยขึ้น เพราะสะดวกสบาย
  3. สามารถวิ่งได้แม้กระทั่งตอนดูซีรี่ เพราะถ้าออกไปวิ่งทำได้เพียงแค่ฟังเพลงเท่านั้น
  4. ไม่ต้องเสียค่าเดินทางและไม่เสียเวลาในการจะวิ่งแต่ละครั้ง ประหยัดไปได้อีก
  5. ช่วงนี้ฝุ่น PM2.5 กำลังหนักมาก การออกไปนอกบ้านบ่อยๆก็คงจะไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย
  6. เริ่มวิ่งได้ง่ายขึ้น ทำให้รู้สึกอยากออกกำลังกายบ่อยๆ
  7. ไม่ต้องออกไปแย่งกับใครที่ฟิตเนส เพราะแต่ละคนก็วิ่งกันนานหลายนาทีกว่าจะรอคงหมดเวลาวิ่งแล้ว
  8. การเสียเงินซื้อลู่วิ่งทำให้เกิดความเสียดาย ทำให้เราพยายามวิ่งบ่อยขึ้น สุขภาพก็จะดีขึ้นไปด้วย